วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

วิธีเจริญจิตภาวนา


วิธีเจริญจิตภาวนาตามแนวการสอน
ของหลวงปู่ดุลย์  อตุโล  มีดังต่อไปนี้                                                      
๑. เริ่มต้น ด้วยอิริยาบถที่สบาย  
ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก 
ทำความรู้ตัวเต็มที่ และ  รู้อยู่กับที่   
โดยใม่ต้องรู้อะไร  คือ  รู้ตัวอย่างเดียว                       
รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรี่อย   ๆ  
ให้  ''รู้อยู่เฉย ๆ''  ใม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ
อย่าบังคับ อย่าพยายาม 
อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม                   
เมื่อรักษาได้สักครู่ 
จิตจะคิดแส่ใปในอารมณ์ต่าง ๆโดยไม่มีทางรู้ทันก่อน
เป็มธรรมดาสำหรับผู้ฝึกใหม่ 
ต่อเมี่อจิตแล่นไป คิดไปในอารมณ์นั้น ๆ จนอิ่ม เล้ว
ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง   
เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบสภาวะของตนเอง
ระหว่างที่มีความรู้อยู่กับที่   
และระหว่างที่จิตคิดไปในอารมณ์
ว่ามีความแตกต่าง กันอย่างใร เพี่อเป็นอุบายสอนจิต ให้จดจำ 
จากนั้น  ค่อย  ๆ รักษาจิต ให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ต่อไป 
ครั้นพลั้งเผลอรักษาใม่ดีพอ 
จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีกจนอิ่มแล้ว 
ก็จะกลับรู้ตัวแล้วก็พิจารณาและรักษาจิตต่อใป
ด้วยอุบายอย่างนี้ ใม่นานนัก  
ก็จะสามารถควบคุมจิตใด้  และบรรลุ
สมาธิในที่สุด และจะเปีนผู้ฉลาดใน   "พฤติแห่งจิต"  
โดยใม่ต้องไปปรึกษาหารือใคร
ข้อห้าม  
ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่  
อย่าทำ  เพราะใม่มีประโยชน์  
และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร
ไม่มีกำลังใจใน การเจริญจิตครั้งต่อ  ๆ ไป
ในกรณีที่ใม่สามารถทำเช่นนื้ 
ให้ลองนึกคำว่า 'พุทโธ'   
หรือคำอะไรก็ได้ ที่ไม่เป็นเหตุเย้ายวน 
หรือเป็นเหตุขัดเคืองใจ 
นึกไปเรื่อยๆ แล้วสังเกตุดูว่าคำที่นึกนั้น 
ชัดที่สุดที่ตรงใหน ที่ตรงนั้นแหละคือ ฐานแห่งจิต       
พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่ อยู่คงที่ตลอดกาล 
บางวันอยู่ที่หนึ่ง   บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง
ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฎชัดที่สุดนึ้
ย่อมไม่ อยู่ภายนอกกายแน่นอน
ต้องอยู่ภายในกายแน่   
แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว  
จะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก 
ดังนั้น จะว่าอยู่กายนอกก็ใม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง  เมื่อ
เป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแถ้ว
 เมื่อกำหนดถูก   และพุทโธปรากฎในมโนนึกชัดเจนดี   
ก็ให้กำหนดไปเรื่อย อย่าให้ขาดสายได้  
ถ้าขาดสายเมี่อใด จิตก็จะแล่นใปสู่อารมณ์ทันที 
เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว   จึงจะรู้สึกตัวเองก็ค่อย   ๆ  
นึกพุทโธต่อใปด้วยอุบายวิธีในทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้น  
ในที่สุดก็จะค่อย  ๆ  ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้เอง
 ข้อควรจำในการกำหนดจิตนั้น   ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่  
ในอันที่จะเจริญจิตให้อยุ่ในสภาวะที่ต้องการ
เจตจำนงนี้ คือ ตัว "ศีล"
การบริกรรม   ''พุทโธ''   เปล่าๆ      
โดยไร้เจตจำนง ไม่เกิดประโยชน์ อะ ไรเลย 
 กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียร  
ทำลายกำลังใจ ในการเจริญจิต ในคราวต่อ  ๆ  ไป
 แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง   
การเจริญ จิตจะปรากฎผลทุกครั้ง ไม่มากก็น้อย
อย่างแน่นอน
 ดังนั้นใน การนึกพุทโธ  การเพ่งเล็ง สอดส่อง  
ถึงความชัดเจน  และ ความ ไม่ขาด สายของพุทโธ 
จะต้องเป็น ไปด้วยความ ไม่ลดละ
เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้  
หลวงปู่เคยเปรียบไว้ว่า  
มีลักษณาการ ประหนื่งบุรุษผู้หนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบ
ที่ข้าศึกเงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา 
บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีอยู่ว่าถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา 
ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย
เจตจำนงต้องแน่วแน่ เห็นปานนี้  
จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลา
และบั่นทอนความศรัทธาตนเองเลย
เมื่อจิตค่อยๆ  หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย   ๆ  
อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก  ก็ค่อยๆ  ลดความรุนแรงลง  
ถึงใปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าว  ก็รู้สึกตัวได้เร็ว  
ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุทโธ  ก็จะขาดใปเอง  
เพราะคำบริกรรมนั้นเป็นอารมณ์หยาบเมื่อจิตล่วงพ้นอารมณ์หยาบ   
และคำบริกรรมขาดไปแล้ว  ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก   
เพียงรักษาจิตไว้ใน ฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อย ๆ   
และสังเกตดูความรู้สึกและพฤติแห่งจิต  ที่ ฐานนั้นๆ
บริกรรมเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง สังเกตดูว่าใครเป็น ผู้บริกรรมพุทโธ
๒.  ดู จิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว ให้สติจดจ่ออยู่ที่ ฐานเดิมเช่นนั้น  
เมื่อมี อารมณ์อะไรเกิคขึ้น  ก็ให้ละอารมณ์ทิ้งใป   
มาดูที่จิตต่อไปอีก  ใม่ต้องกังวลใจ พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่
ในฐานที่ตั้งเสมอ   ๆ   สดิคอยกำหนดควบคุมอยู่อย่างเงียบ   ๆ  (รู้อยู่)  
ใม่ต้องวิจารณ์กิริยาจิตใด   ๆ  ที่เกิดขึ้น  
เพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น เป็นไปเช่นนี้เรื่อย  ๆ 
ก็จะค่อย  ๆ เข้าใจ กิริยาหรือพฤติแห่งจิตได้เอง  (จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต)
ทำความเข้าใจในอารมณ์ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ
 ๓.  อย่าส่งจิตออกนอก กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น  
อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ ภายนอก  
เมื่อจิตเผลอคิดใป ก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิมรักษา
สัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ  
(รูปนิมิตให้ยกไว้ ส่วนนามนิมิตทั้งหลายอย่าได้ใส่ใจกับมัน)
ระวังจิตไม่ให้คิดถึงเรื่องภายนอก    
สังเกตการหวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ ๖
๔.  จงทำญาณให้เห็นจิต  เหมือนดั่งตาเห็นรูป 
เมื่อเราสังเกตกิริยาจิตไปเรื่อยๆจนเข้าใจ
ถึงเหตุปัจจัยของอารมณ์ความนึกคิดต่าง ๆได้แล้ว
จิตก็จะค่อยๆ  รู้เท่าทันการเกิดของอารมณ์ต่างๆ  
อารมณ์ความนึกคิดต่างๆ  ก็จะค่อยๆ   ดับใป 
 
 
จากหนังสือเรื่อง"หลวงปู่ฝากไว้" ของพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น